Archive for ‘เกี่ยวกับรักษามะเร็ง’

พฤษภาคม 16, 2012

อาการของมะเร็งปากมดลูก

อาการของมะเร็งปากมดลูก

อาการของมะเร็งปากมดลูก ไม่ใช่อาการเฉพาะ แต่เป็นอาการเหมือนการอักเสบของปากมดลูก  โดยอาการที่พบได้บ่อย  คือ

อาการมะเร็งปากมดลูก

 

ถ้าเป็นระยะเริ่มต้นจริงๆ จะไม่มีอาการ (ตรวจพบได้จากการตรวจภายใน และ การตรวจแป๊บสเมียร์)   ต่อเมื่อโรคเริ่มลุกลาม  จึงมีตกขาว   มีกลิ่นเหม็น    มีเลือดออกเวลามีเพศสัมพันธ์    มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปรกติไปจากประจำเดือนปรกติ   หรือ มีประจำเดือนมามาก มาบ่อย ผิดปรกติ  และเมื่อโรคลุกลามมาก อาจมีอาการปวดในช่องท้องน้อย และหรือมีอาการเมื่อปัสสาวะ และหรืออุจจาระผิดปรกติได้  ทั้งนี้เพราะ กระเพาะปัสสาวะเป็นอวัยวะอยู่ติดด้านหน้าของปากมดลูกและตัวมดลูก ส่วนลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย(ลำไส้ตรง) อยู่ติดกับด้านหลังของปากมดลูก/ตัวมดลูก  ดังนั้นเมื่อก้อนมะเร็งในปากมดลูกลุกลามมากขึ้นจึงมีผลกระทบถึงกระเพาะปัสสาวะ และลำไส้ตรง

 

พฤษภาคม 11, 2012

การรักษามะเร็งปากมดลูก

การรักษามะเร็งปากมดลูก จะรักษาได้ผลดีหรือไม่ขึ้นกับหลายปัจจัย ที่สำคัญ คือ

  • ระยะโรค
  • ชนิดเซลล์มะเร็ง
  • ขนาดก้อนมะเร็ง
  • การทำงานของไต
  • อายุ และ สุขภาพผู้ป่วย
  • ความต้องการมีบุตรของผู้ป่วย
  • โรคทางนรีเวชอื่น ๆ ที่เป็นร่วมด้วย

มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดของมะเร็งในหญิงไทยช่วงอายุ 35-60 ปี แต่มะเร็งปากมดลูกสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็งด้วยการทำแปปสเมียร์ โดยการเก็บเอาเซลล์เยื่อบุบริเวณปากมดลูกไปตรวจหาเซลล์มะเร็งโดยการตรวจภายใน ซึ่งการรักษาจะได้ผลดีมาก หากเป็นมะเร็งที่ตรวจพบในระยะแรก

การผ่าตัดรักษามะเร็งปากมดลูก

สาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก คือ การติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมาหรือเชื้อเอชพีวี (HPV) บริเวณอวัยวะเพศโดยเฉพาะที่บริเวณปากมดลูก โดยทั่วไปเราจะพบว่าไวรัสนี้จะทำให้เกิด มะเร็งปากมดลูก ในผู้หญิง รวมถึงมะเร็งคอในผู้ชายวัยเจริญพันธุ์ที่มีเชื้อ HPV อาจจะทำให้เกิดหูดบริเวณอวัยวะเพศ ถึงแม้ว่าจะพบการติดเชื้อได้บ่อยในผู้ชาย แต่ส่วนใหญ่ไม่เกิดอาการและไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากเท่าใดนัก แต่หากผู้ชายได้รับเชื้อ HPV และเกิดการสะสมมาก ๆ ก็ทำให้เกิดมะเร็งได้เช่นกัน คือ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งอวัยวะเพศ (โดยเฉพาะผู้ที่ได้ขลิบอวัยวะเพศแล้ว) มะเร็งคอ หรือ เริมที่ปาก ซึ่งจากการสำรวจพบว่าจะพบมากในกลุ่มชายรักชายเป็นส่วนใหญ่

แม้ว่าผู้ชายจะเป็นเพียงงพาหะ HPV มาสู่ผู้หญิง แต่ไวรัส HPV สามารถย้อนกลับไปทำลายสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้ชายได้เช่นกัน ดังนั้นหากยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีป้องกันอื่น ๆ ควรหมั่นดูแลและตรวจสุขภาพเป็นประจำ ที่สำคัญคือไม่ควรอายที่จะให้แพทย์ตรวจอวัยวะเพศที่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อไวรัส เพราะคุณอาจจะเสียใจที่รู้ตัวเมื่อสายไปแล้ว และไม่ควรมีหรือเปลี่ยนคู่นอนหลาย ๆ คน เพื่อป้องกันการติดเชื้อและการกระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นด้วย

อาการของมะเร็งปากมดลูก

ไม่ใช่อาการเฉพาะ แต่เป็นอาการเหมือนการอักเสบของปากมดลูก  โดยอาการที่พบได้บ่อย  คือ   ถ้าเป็นระยะเริ่มต้นจริงๆ จะไม่มีอาการ (ตรวจพบได้จากการตรวจภายใน และ การตรวจแป๊บสเมียร์)   ต่อเมื่อโรคเริ่มลุกลาม  จึงมีตกขาว   มีกลิ่นเหม็น    มีเลือดออกเวลามีเพศสัมพันธ์    มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปรกติไปจากประจำเดือนปรกติ   หรือ มีประจำเดือนมามาก มาบ่อย ผิดปรกติ  และเมื่อโรคลุกลามมาก อาจมีอาการปวดในช่องท้องน้อย และหรือมีอาการเมื่อปัสสาวะ และหรืออุจจาระผิดปรกติได้  ทั้งนี้เพราะ กระเพาะปัสสาวะเป็นอวัยวะอยู่ติดด้านหน้าของปากมดลูกและตัวมดลูก ส่วนลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย(ลำไส้ตรง) อยู่ติดกับด้านหลังของปากมดลูก/ตัวมดลูก  ดังนั้นเมื่อก้อนมะเร็งในปากมดลูกลุกลามมากขึ้นจึงมีผลกระทบถึงกระเพาะปัสสาวะ และลำไส้ตรง

โอกาสหายเมื่อเข้ารับการรักษามะเร็งปากมดลูก

ในระยะที่ ๑  เมื่อรักษาแล้ว มีโอกาสหายสูง  แต่การรักษามะเร็งปากมดลูกในระยะที่  ๒ และ๓ หรือ ถ้าก้อนมะเร็งโตมาก ผลการรักษามะเร็งปากมดลูกแล้วหายมีต่ำกว่าในระยะที่ ๑ ตามลำดับ   ส่วนการรักษามะเร็งปากมดลูกในระยะที่ ๔  ไม่มีโอกาสรักษาหาย  ผลการรักษาขึ้นกับอาการ อายุ และสุขภาพของผู้ป่วย เป็นรายๆไป และมักเป็นการรักษาประคับประคองตามอาการ

พฤษภาคม 6, 2012

การรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด

การรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด

เคมีบำบัดคืออะไร?

เคมีบำบัด คือ การรักษามะเร็งด้วยยาเพื่อควบคุมหรือทำลายเซลล์มะเร็ง การออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และทำลายเซลล์มะเร็ง การรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัดอาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบ ผมร่วง มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของยา สภาวะความแข็งแรงของร่างกาย ความพร้อมทางด้านจิตใจของผู้ป่วยมะเร็งด้วย

การรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด

วิธีการใช้เคมีบำบัดรักษามะเร็ง

แพทย์จะสั่งใช้ยารักษามะเร็งชนิดใดขึ้นอยู่กับชนิดและตำแหน่งของมะเร็ง และสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็ง ปัจจุบันการใช้ยารักษาโรคมะเร็งร่วมกันหลายชนิดจะให้ผลที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ยาชนิดเดียว ยารักษามะเร็งมีทั้ง ชนิดน้ำ ชนิดเม็ด ชนิดฉีด ยารักษามะเร็งไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดมากไปกว่ายาที่ใช้รักษาโรคอื่นๆ

  • ยารักษามะเร็งชนิดรับประทาน

เคมีบำบัดรักษามะเร็งชนิดรับประทานเป็นวิธีให้ยาผู้ป่วยมะเร็งที่สะดวกที่สุด ยารักษามะเร็งจะถูกดูดซึม เข้าสู่กระแสเลือดทางเยื่อบุผนังกระเพาะอาหาร และเยื่อบุผนังลำไส้เล็ก แต่ยารักษามะเร็งบางชนิดไม่สามารถทานได้โดยตรง เพราะอาจทำลายเยื่อบุผนังกระเพาะอาหาร จึงต้องให้ยารักษามะเร็งโดยวิธีฉีดเท่านั้น

  • ยารักษามะเร็งชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

ยารักษามะเร็งบางชนิด มีประสิทธิภาพดีที่สุดเมื่อถูกปล่อยอย่างช้าเข้าสู่กระแสเลือด แต่ยารักษามะเร็งจะนิยมฉีดเข้ากล้ามเนื้อมากกว่าฉีดเข้าหลอดเลือกโดยตรง

  • ยารักษามะเร็งชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือผสมกับของเหลวอื่นที่ให้ทางหลอดเลือดดำ

ยารักษามะเร็งที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือทำลายเนื้อเยื่อ จะถูกฉีดเข้าหลอดเลือดดำและกระแสเลือดโดยตรง ดังนั้นกระแสเลือดจะทำให้ยารักษามะเร็งเจือจางอย่างรวดเร็วและเริ่มทำงานได้ทันที

ระยะเวลาของการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด

ระยะเวลารักษามะเร็งขึ้นอยู่กับ ชนิดและระยะของมะเร็งที่ผู้ป่วยเป็น รวมทั้งผลการตอบสนองต่อยารักษามะเร็งของผู้ป่วยแต่ละราย โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้วิเคราะห์แนะนำและกำหนดเวลาตลอดจนเลือกยารักษามะเร็งที่ได้ผลดีที่สุดต่อผู้ป่วย ความถี่ของการให้ยาเคมีบำบัดแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสูตรยารักษามะเร็งที่ใช้ และสภาพร่างกายของผู้ป่วย เช่น ทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน บางครั้งอาจต้องหยุดยารักษามะเร็งชั่วคราว เพื่อให้ร่างกายมีเวลาพัก และซ่อมแซมเซลล์ปกติให้แข็งแรงพอที่จะให้ยารักษามะเร็งครั้งต่อไปได้

ผู้ป่วยมะเร็งบางรายอาจท้อแท้ เนื่องจากระยะเวลารักษามะเร็งยาวนาน หากกังวลใจ ควรปรึกษาแพทย์  แพทย์อาจปรับปรุงแผนการรักษามะเร็งให้เหมาะสมขึ้น ควรติดตามผลการรักษามะเร็งเป็นระยะ มาตรวจตรงตามแพทย์นัด ทานยารักษามะเร็งตรงตามแผนการรักษารักษามะเร็ง การได้ยาไม่ครบหรือระยะเวลาไม่ตรงกำหนด ก่อให้เกิดผลเสียต่อการรักษามะเร็ง ถ้ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องเลื่อนระยะเวลาการให้ยารักษามะเร็งควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

ผลข้างเคียงของการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด

เมื่อได้รับยาเคมีบำบัดรักษามะเร็ง ผู้ป่วยบางรายอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ การบำบัดรักษามะเร็งตั้งแต่เริ่มต้นจะได้ผลดีกว่าการรักษามะเร็งเมื่อเป็นมากแล้ว ผลข้างเคียงการรักษามะเร็งบางประการถ้าไม่รักษาทันท่วงที อาจนำไปสู่ผลแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ นำไปสู่อาการช็อคจากการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ อาการข้างเคียงสำคัญที่ควรปรึกษาแพทย์ พอสรุปได้ดังนี้

  • ไอ มีเสมหะ
  • มีการติดเชื้อ
  • บวมผิดปกติ
  • ผื่นขึ้นตามลำตัว
  • ปวดท้องรุนแรง
  • ปัสสาวะเป็นเลือด
  • มีแผลในปากและคอ
  • เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก
  • คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง
  • ท้องผูกหรือท้องเดินอย่างรุนแรง
  • น้ำหนักลด หรือเพิ่มอย่างรวดเร็ว
  • ซึมลง ชัก หรือมีอาการเกร็งผิดปกติ
  • บริเวณให้ยา ปวดแสบ ปวดร้อน บวมแดง
  • ไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส (101 องศาฟาเรนไฮต์)
  • เลือดออกง่าย หรือไม่หยุด หรือมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง

แต่เนื่องจากการรักษามะเร็งด้วยวิธีการหลักทั้ง 3 วิธีการ ยังไม่สามารถรักษามะเร็งให้หายขาดได้ทุกราย บางรายที่ดูเหมือนอาการดีขึ้น แต่ผ่านไปไม่กี่ปีโรคมะเร็งก็กลับมาเป็นอีก  คราวนี้ส่วนใหญ่จะแพร่กระจายไปทั่วร่างกายแม้การใช้ยาเคมีบำบัดรุ่นใหม่มาทำการรักษา แต่ดูเหมือนผลการรักษาก็ยังไว้ใจไม่ได้ โดยที่การรักษามะเร็งเหล่านี้มาพร้อมกับการทำลายภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยมะเร็ง และไม่เพียงแต่จัดการกับเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่ยังทำลายเซลล์ปกติด้วย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดพิษต่ออวัยวะในร่างกายอย่างสูง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น

พฤษภาคม 5, 2012

การฉายแสงรักษามะเร็ง

การฉายแสงรักษามะเร็ง

รังสีพลังงานสูงมีคุณสมบัติทำลายเซลล์มะเร็งได้ดี มีผลต่อเซลล์ธรรมดาบ้าง นอกจากฉายแสงรักษามะเร็งแล้วยังสามารถใช้รักษาโรคอื่น ๆ ที่ไม่ใช่มะเร็งได้อีกด้วย รังสีมีผลทำให้ข้อมูลทางพันธุกรรมของเซลล์ หรือ สิ่งแวดล้อมทั้งภายในและ ภายนอกเซลล์เสียสมดุล เซลล์นั้นไมสามารถแบ่งตัวต่อไปได้และถูกทำลายในที่สุด รังสีรักษาสามารถใช้ในการรักษามะเร็งหลายชนิดในตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย

 

การฉายแสงรักษามะเร็ง

การฉายแสงรักษามะเร็ง

สำหรับผู้ป่วยที่ต้องทำการรักษามะเร็งโดยการฉายรังสี แพทย์รังสีรักษาจะเข้ามามีบทบาทในการรักษาโดยเป็นผู้วางแผนการฉายรังสี กำหนดตำแหน่งเป้าหมาย การใช้รังสีรักษามะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย ตลอดจนระยะเวลารักษามะเร็ง และขนาดของรังสีที่ได้จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง การตอบสนอง และระยะมะเร็งของแต่ละคนที่มาพบแพทย์ การฉายรังสีนั้นต้องอาศัยประสบการณ์และ ความชำนาญ เพื่อให้การรักษามะเร็งมีประสิทธิผลสูงสุด และให้ผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงจากการฉายรังสีน้อยที่สุด

แตกต่างระหว่างคำว่า “ฉายแสง” กับ “ใส่แร่”

การฉายรังสีรักษามะเร็ง แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ

v การฉายรังสีระยะไกล หรือ การฉายแสงรักษามะเร็ง

v การฉายรังสีระยะใกล้ หรือ การใส่แร่รักษามะเร็ง

 

v  ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่จะได้รับการฉายรังสีระยะไกล

 การรักษามะเร็งส่วนใหญ่จะใช้การฉายรังสีระยะไกล หรือการฉายรังสีภายนอก หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ฉายแสง” เป็นหลัก เครื่องมือที่ใช้รักษา ได้แก่ เครื่องโคบอลต์-60, เครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน หรือไลแนค (Linear Accelerator: LINAC) เป็นต้น ผู้ป่วยมะเร็งแต่ละรายจะมีผลข้างเคียงแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉายรังสี, ปริมาณรังสีที่ได้รับ และเมื่อฉายรังสีครบ อาการแทรกซ้อนจากการรักษามะเร็งด้วยรังสีต่างๆ เหล่านี้ จะค่อยๆ ลดน้อยลง หรือกลับสู่สภาวะปกติได้

v  การฉายรังสีระยะใกล้ หรือ การใส่แร่

เป็นการรักษามะเร็งโดยใส่แร่ปริมาณสูงแบบชั่วคราวหรือถาวรเข้าไปที่เนื้อเยื่อ หรือโพรงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย แร่ที่ใช้ในการรักษามะเร็ง ได้แก่ แร่อิริเดียม-192, แร่ซีเซียม-137,เรเดียม, ไอโอดีน, อีร์เดียม, โคบอลล์, คาลิฟอร์เนียม เป็นต้น เมื่อผู้ป่วยได้รับการฉายแสงหรือใส่แร่เสร็จแล้ว ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ ไม่จำเป็นต้องนอนค้างที่โรงพยาบาล สามารถไปทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้เหมือนคนทั่วไป รวมทั้งอยู่ใกล้ชิดกับเด็ก, คนท้อง และญาติได้ เนื่องจากการฉายแสงและการใส่แร่เป็นการรักษามะเร็งเฉพาะบริเวณที่เป็นโรค เมื่อรักษามะเร็งเสร็จ แสงหรือแร่ที่ใช้รักษามะเร็งจะไม่ตกค้างอยู่ในตัวผู้ป่วย

 

การใช้รังสี 2 ส่วนนี้ สามารถใช้เดี่ยว ๆ หรือใช้ร่วมกันก็ได้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านรังสีรักษามะเร็ง

การรักษามะเร็งด้วยรังสีอาจทำได้โดย

  • ใช้รังสีเพียงอย่างเดียว โดยมากเป็นการรักษาเพื่อให้หายขาดสำหรับมะเร็งระยะแรก ๆ เช่น มะเร็งบริเวณศีรษะและคอ มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น
  • ใช้รังสีร่วมกับการผ่าตัดโดยอาจใช้ก่อนหรือภายหลังผ่าตัด และปัจจุบันมีการใช้รังสีในระหว่างการทำผ่าตัดได้ด้วย ทำให้ผลการรักษามะเร็งของอวัยวะภายในได้ผลดีขึ้น
  • ใช้รังสีร่วมกับเคมีบำบัด อาจให้รังสีก่อนหรือหลังหรือให้พร้อม ๆ กับการใช้ยาเคมีบำบัดก็ได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะแพทย์ที่รักษา
  • ใช้รังสีร่วมกับการผ่าตัด เคมีบำบัดรวมถึงชีวบำบัดผสมผสานกัน

 

จุดมุ่งหมายของการใช้รังสีรักษามะเร็ง มีอยู่ 2 ประการคือ

  1. เพื่อผลการรักษามะเร็งให้หายขาด โดยมากเป็นผู้ป่วยในระยะหนึ่งถึงสอง
  2. เพื่อบรรเทาอาการ ในกลุ่มนี้ไม่สามารถรักษามะเร็งให้หายขาดได้โดยรังสี แต่เป็นการบรรเทา อาการปวด อาการแน่นหน้าอก, หายใจลำบาก, อาการเลือดออกมาก เป็นต้น

รังสีรักษามะเร็งเป็นการรักษามะเร็งที่ไม่มีความเจ็บปวด ไม่เสียเลือด และการรักษามะเร็งด้วยรังสีส่วนใหญ่เป็นการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ไม่ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เผลทางด้านรังสียังไม่เกิดขึ้นทันที แต่เมื่อผู้ป่วยมะเร็งได้รับการฉายรังสีเป็นระยะเวลาหนึ่ง จึงจะเริ่มมีผลข้างเคียงหรือผลแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการฉายรังสี เช่น คลื่นไส้, อาเจียน, ผมร่วง, ผิวหนังมีสีคล้ำขึ้น เป็นต้น

 

พฤษภาคม 3, 2012

การผ่าตัดรักษามะเร็ง

การผ่าตัดรักษามะเร็ง

การผ่าตัดรักษามะเร็ง

การผ่าตัดรักษามะเร็ง

การผ่าตัดรักษามะเร็ง คือ การผ่าเอาเนื้อมะเร็งออกจากร่างกาย บางคนคาดหวังว่าหลังการผ่าตัดรักษามะเร็งแล้วจะหายขาด แต่การผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งมีจุดมุ่งหมายหลายประการ ก่อนผ่าตัดผู้ป่วยมะเร็งต้องปรึกษากับแพทย์ถึงเป้าหมายในการผ่าตัดรักษามะเร็ง

เป้าหมายในการผ่าตัดรักษามะเร็งต่างๆ ได้แก่

  • การวินิจฉัยมะเร็ง ในกรณีที่มีก้อนไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก่อนที่จะเริ่มให้การรักษาแพทย์ต้องรู้ว่าก้อนนั้นเป็นอะไร การผ่าเอาชิ้นเนื้อส่งตรวจจะทำให้แพทย์ทราบการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งจริงหรือเปล่า และเป็นมะเร็งชนิดไหน
  • การรักษามะเร็ง การผ่าตัดรักษามะเร็ง เพื่อผลทางการรักษาแพทย์จะผ่าเอามะเร็งหรือสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งออกให้มากที่สุด รวมทั้งต่อมน้ำเหลือง หรือเนื้อเยื่อใกล้เคียง
  • การผ่าเพื่อบอกระยะของโรคมะเร็ง มะเร็งบางชนิดเราจะต้องรู้ระยะของโรคเพื่อวางแผนการรักษามะเร็ง การผ่าตัดมะเร็งนี้ส่วนใหญ่จะกระทำพร้อมกับการผ่าตัดเพื่อรักษามะเร็ง
  • การผ่าตัดเพื่อซ่อมแซม หลังจากที่เราตัดมะเร็งออกไปแล้วอาจจะทำให้อวัยวะบางอย่างถูกตัดไปด้วย หรืออาจจะผ่าตัดตกแต่ง เช่น มะเร็งเต้านม

ดังนั้นหากท่านเป็นมะเร็งและแพทย์แนะนำให้ผ่าตัด ท่านปรึกษาว่าเป้าหมายของการผ่าตัดคืออะไร

การผ่าตัดจะรักษามะเร็งให้หายขาดหรือไม่?

การผ่าตัดรักษามะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งในระยะเริ่มต้นจะหายขาด แต่ในบางกรณีที่มะเร็งมีขนาดใหญ่ หรือมีบางเร็งบางชนิดมีการแพร่กระจาย มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ดังนั้นอาจจะจำเป็นต้องให้เคมีหรือฉายแสงฆ่าเซลล์มะเร็งส่วนที่ตัดออกไม่หมด

ขั้นตอนการผ่าตัดรักษามะเร็ง

แพทย์จะผ่าตัดเอาเนื้องอกออกให้หมด บางครั้งอาจจะต้องผ่าเอาเนื้อดีรอบเนื้องอกออกไปด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าได้ตัดเนื้องอกออกหมดจึงต้องส่งชิ้นเนื้อรอบๆ เนื้องอกเพื่อส่องกล้องว่ามีเซลล์มะเร็งหลงเหลือหรือไม่

นอกจากนั้นแพทย์จะผ่าเอาต่อมน้ำเหลืองใกล้กับที่เนื้องอกอยู่ออกไปด้วย และเพื่อให้แน่ใจว่าจะกำจัดเนื้องอกได้หมดแพทย์จะทำการฉายแสง หรือให้เคมีบำบัด หรือให้ฮอร์โมน

เมษายน 30, 2012

อาหารก่อมะเร็ง!!

อาหารก่อมะเร็ง

อาหารก่อมะเร็ง คือ อาหารทั่วไปในชีวิตประจำวันของคุณ ถ้าทานอาหารผิด ก็สามารถกระตุ้นเซลล์มะเร็งได้ มีอาหารมากมายที่เป็นอาหารก่อมะเร็ง บางทีเราอาจมองข้ามมันเพราะบางอย่างเราก็รู้อยู่แล้วว่ามันมีประโยชน์ แต่อาหารที่มีประโยชน์อาจเป็นอาหารก่อมะเร็งได้ทันที เมื่อทานอย่างไม่ถูกต้อง ฉะนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่าว่าอาหารก่อมะเร็งมีอะไรบ้าง

อาหารก่อมะเร็ง

อาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อรา

โดยเฉพาะเชื้อราที่ชื่อ “แอสเปอจิลลัส เฟวัส” พบว่ามีอันตรายสูง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ เชื้อราชนิดนี้จะสร้างสารพิษอะฟล่าท็อกซินซึ่งทนทานต่อความร้อนสูงได้มากถึง 260 องศาเซลเซียส ดังนั้นความร้อนในอุณหภูมิที่เราใช้หุงต้มคือจุดเดือด 100 องศาเซลเซียสจึงไม่สามารถทำลายสารพิษชนิดนี้ได้ สารพิษอะฟล่าท็อกซินพบได้ในถั่วลิสง พริกแห้ง หอม กระเทียม เป็นต้น

พริกไทยดำ

พริกไทยดำช่วยลดความอ้วน เพราะพริกไทยดำสามารถไปดักจับไขมันที่เราทานได้ แต่ที่จริงแล้วมันเป็นอาหารก่อมะเร็ง เนื่องจากในพริกไทยดำมีสารอัลคาลอยด์ ไพเพอร์ริน เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำปฏิกิริยากับกลุ่มไนโตรเจน กลายเป็นสารก่อมะเร็ง มะเร็งที่อาจพบได้คือ มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งผิวหนัง


เฟรนช์ฟราย

ทานเพลินจนไม่รู้โทษของมันเลยว่าเป็นอาหารก่อมะเร็งตัวฉกาจ เพราะเมื่อทอดเฟรนช์ฟรายในอูณหภูมิที่สูง 180 องศาเซลเซียส เฟรนช์ฟรายจะเกิดสาร อะครีลาไมด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็ง  มะเร็งทีอาจพบ คือ มะเร็งรังไข่ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม ซึ่งอาหารทุกชนิดที่มีกระบวนการทอดด้วยอุณหภูมิที่สูง มีโอกาสที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็งได้เช่นเดียวกัน


นมวัว

เป็นอาหารที่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ใครจะคิดว่าเป็นอาหารก่อมะเร็ง แน่นอนว่าถ้าทานอย่างถูกต้องมันย่อมเป็นผลดี แต่ถ้ามีการทานเนื้อสัตว์และไขมันสัตว์สูงด้วยมันก็จะกลายเป็นอาหารก่อมะเร็ง และอาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง เช่น มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วย


ซอสปรุงรส

เป็นตัวช่วยที่ทำให้อาหารมีรสชาดอร่อยขึ้น เลยมองข้ามความอันตรายของมัน แท้จริงแล้วมันก็เป็นอาหารก่อมะเร็งเช่นกัน เพราะมันมีสาร 3-MCPD และ 1,3-DCP อาจสร้างความละคายเคืองลำคอ กระเพาะอาหาร และอาจเป็นอาหารก่อมะเร็งได้ที่ไต ทำให้เป็นมะเร็งที่ไต และทำให้ตัวอสุจิเคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ มีผลต่อภาวะเจริญพันธุ์อีกด้วย


ขนมกรุบกรอบ

ขนมประเภทนี้ก็เป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งต่อเราได้ เพราะขนมประเภทนี้นอกจากจะใช้ความร้อนในการทอดเหมือนกับพวกเฟรนช์ฟรายแล้ว ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วยไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำมันในการทอดที่อาจจะไม่ได้มีการเปลี่ยนน้ำมันทอด โดยใช้วนซ้ำๆ ทำให้เกิดสารก่อมะเร็งในน้ำมันและจับตัวที่อาหารที่ใช้น้ำมันนั้นทอดก็เป็นได้

อาหารก่อมะเร็ง
เมษายน 28, 2012

โปรแกรมการรักษามะเร็ง H.O.T. UV

โปรแกรมการรักษามะเร็ง H.O.T. UV

คือ การกระตุ้นให้ร่างกายเกิดขบวนการ Oxidation ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมหาศาล ซึ่งขบวนการนี้จะทำให้เกิดปฏิกิริยาทางชีวเคมีที่สำคัญขึ้น ได้แก่

  • ช่วยการไหลเวียนของระบบหลอดเลือดฝอย และเพิ่มออกซิเจนให้กับเนื้อเยื่อ
  • ต้านการอักเสบ
  • กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
  • เพิ่มระดับความทนทานของร่างกายต่อการฉายแสงและเคมีบำบัด
  • เพิ่มขบวนการย่อยสบาย โคเลสเตอรอล, กรดยูริค, และน้ำตาลในเลือดมีผลดีในการปกป้องระบบหัวใจและหลอดเลือด
  • สามารถแก้ไขปัญหาหลอดเลือดหดตัว (Vascular Spasm) ได้
  • ต่อต้านการติดเชื้อในร่างกาย ได้อย่างทรงประสิทธิภาพ

รักษามะเร็งภายหลังจากการรักษาระดับออกซิเจนในเลือดดำและเลือดแดงสูงขึ้น

ผลทางเคมีพบว่า Cholesterol, Uric, Creatinine, กรด lactic, fibrin ในเลือดลดลง เลือดเป็นกรดน้อยลง เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น ระดับ Hemoglobin เพิ่มขึ้น เม็ดเลือดแดงมีประจุมากขึ้น เกร็ดเลือดบางลง ช่วยปรับสมดุลของภาวะภูมิคุ้นกัน ซึ่งการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อในปัจจุบัน ก่อให้เกิดเชื้อที่ดื้อยาแรงๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียว กันพบเชื้อไวรัสกลายพันธ์ใหม่ๆ ทุกๆ สิบปี เป็นเหตุให้  HOT UV มีความจำเป็นและสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ มีงานวิจัยทางการแพทย์ทั้งในเยอรมันและอเมริกาเกี่ยวกับ H.O.T. UV ออกมามากขึ้น และสามารถหาอ่านได้ง่ายขึ้น

 การรักษาโรคโดย  H.O.T. UV

  • การติดเชื้อทุกประเภท ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา พยาธิ
  • ภาวะพิษทุกชนิด ทั้งจากพิษงูกัด หรือพิษจากสารเคมีต่างๆ
  • อาการบาดเจ็บ ,การสมานแผล ,แผลจากการไหลเวียนเลือดไม่ดี
  • ไมเกรน
  • โรคข้ออักเสบ
  • โรคปวดตามกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น (Fibromyalgia)
  • โรคกระดูกพรุนที่มีการเจ็บปวด
  • โรคจอตาเสื่อมจากเบาหวาน
  • โรคประสาทตาเสื่อม (Macular degeneration)
  • หอบหืด (Asthma)
  • สิวรุนแรง
  • เริม (Herpes Zoster)
  • เรื้อนกวาง (Psoriasis)
  • โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
  • โรคหลอดเลือดแดงอุดตัน รวมถึง Stroke
  • โรคลิ่มเลือดอุดตัน (Thrombosis or increase in blood coagulability)
  • โรคผนังหลอดเลือดดำอักเสบ (Thrombophlebitis)

การล้างพิษโดยทั่วไป (General Detoxification)

เมษายน 25, 2012

โปรแกรมการรักษามะเร็งด้วยวิตามินซี MEGA C PLUS

โปรแกรมการรักษามะเร็งด้วยวิตามินซี MEGA C PLUS

การที่วิตามินซีมีบทบาทต่อภูมิต้านทานของร่างกาย ทำให้วิตามินซีสามารถป้องกันการเกิดของมะเร็งได้ นอกจากนี้วิตามินซี ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำได้ จึงลอยอยู่รอบเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย ทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้อนุมูลอิสระทำร้ายเซลล์ร่างกาย เมื่อการแบ่งเซลล์ได้รับการปกป้องเซลล์ที่เกิดใหม่จึงไม่ถูกอนุมูลอิสระรบกวนตำแหน่งของรหัสบนดีเอ็นเอเซลล์มะเร็งก็ไม่เกิดผลไม้ที่มีวิตามินซี

แต่……การเกิดมะเร็งกันในทุกวันนี้ เป็นเพราะร่างกายได้รับวิตามินซีเข้าไปไม่เพียงพอ จึงไม่มีสารต้านอนุมูลอิสระไว้ป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้วิตามินซียังช่วยป้องกันไม่ให้สารไนไตรท์ หรือไนเตรทจากเนื้อสัตว์ กลายไปเป็นไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง วิตามินซีเป็นกรด มันจะเข้าทำ ปฏิกิริยากับสารไนไตรท์ และไนเตรทป้องกันไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นไนโตรซามีน เรารู้ว่าไนโตรซามีนเป็นสาเหตุของมะเร็งในทางเดินอาหาร

การใช้วิตามินซี Mega C Plus ควบคู่ไปกับการรักษามะเร็งมีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยวิธีใด ไม่ว่าจะผ่าตัดก้อนมะเร็งมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยยาเคมี หรือการฉายแสง หรือการรักษาด้วยการควบคุมอาหาร โดยเฉพาะการรักษาด้วยยาเคมีและการฉายแสงจะมีประโยชน์มาก

เนื่องจากอาการข้างเคียง ของการใช้ยาเคมีและการฉายแสง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน กินไม่ได้ ฯลฯ น้อยลง เนื่องจากวิตามินซีขนาดสูง นอกจากจะช่วยไม่ให้มะเร็งแพร่กระจายไปแล้ว ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวหนึ่ง การฉายแสงและการใช้ยาเคมีก็คือแหล่งของอนุมูลอิสระ ทำให้เกิดอาการข้างเคียงมากมาย

ผลการศึกษากล่าวว่า วิตามิน ซีอาจทำปฏิกิริยากับองค์ประกอบทางเคมีของเซลล์มะเร็งให้กลายเป็นไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ มีฤทธิ์กำจัดเซลล์มะเร็งลงได้ โดยไม่เป็นอันตรายกับเซลล์ปกติ เราจึงใช้วิตามินซีปริมาณสูงมาควบคุมเซลล์มะเร็งให้อยู่เฉพาะกับก้อนเดิมของมัน ไม่ให้แพร่กระจายไปอีก เมื่อเซลล์มะเร็งก้อนเดิมเล็กลง และไม่แพร่กระจาย ภูมิต้านทานของเราที่จะมาจัดการทำลายก้อนมะเร็งจะได้ไม้ต้องทำงานหนักนัก การใช้วิตามินซีจึงได้ประโยชน์ในการต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผลข้างเคียงลดลงด้วย นอกจากนี้ วิตามินซี ยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ อีก คือ

  • วิตามินซีช่วยบรรเทาความรุนแรงและระยะเวลาของการเป็นโรคหวัด ช่วยป้องกันโรคหวัดได้
  • วิตามินซีช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เนื่องจาก วิตามินซี ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยการไปเสริมสร้างผนังเซล ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านอาการอักเสบ จึงทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น
  • วิตามินซีช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง โดยวิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซลที่ถูกทำลายและช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ว
  • วิตามินซีเพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอล ในร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับ วิตามินอี โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
  • วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี จึงสามารถป้องกันการทำลายเซลล์จากอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี
  • วิตามินซีช่วยในการป้องกันโรคต้อกระจก เนื่องจาก วิตามินซี สามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอุลตร้าไวโอเลต ที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก
  • วิตามินซีมีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกษรดอกไม้  ช่วยบรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส
  • วิตามินซีช่วยป้องกันอาการไมเกรน โดย วิตามินซี จะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น
  • วิตามินซีช่วยเรื่องความจำ โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลล์ประสาท
เมษายน 25, 2012

โปรแกรมการรักษามะเร็ง NEW REGENERIST TUMOR FIGHTER

โปรแกรมการรักษามะเร็ง

NEW REGENERIST TUMOR FIGHTER

     นับวันสถานการณ์ผู้ป่วย ” โรคมะเร็ง” ในประเทศไทยดูจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อัตราการตายของผู้ป่วยจากโรคมะเร็ง สูงเป็นอันดับต้นๆ ไม่ต่างไปจากการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ และอุบัติเหตุ อาจเพราะโรคมะเร็งส่วนใหญ่ไม่มีอาการบ่งชี้  ผู้ป่วยมักทราบอาการในระยะสุดท้าย ซึ่งเป็นไปได้ยากในการรักษา  ผลการสำรวจพบว่า โอกาสการรักษาหายของผู้ป่วยโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ มีเพียงร้อยละ 30-40 ส่วนในเด็กมีโอกาสหายจากโรคมะเร็งสูงกว่าคือร้อยละ 70 ทว่าโอกาสหายก็มิใช่หายขาด เพราะผู้ป่วยมะเร็งบางส่วนยังต้องเผชิญกับ “ภาวะโรคกลับ” หากภูมิต้านทานไม่แข็งแรง ขณะที่วิธีการรักษารูปแบบเดิมก็ยากที่จะเยียวยาได้

พบว่าผู้ป่วยมะเร็งบางส่วนที่ผ่านแนวทางการรักษามะเร็งด้วยวิธีการใช้ยาเคมีบำบัด การผ่าตัด และการฉายแสง มายาวนานได้ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายอยู่ในภาวะต่ำมากเกินไป ร่างกายจึงต้องอาศัยระยะเวลาในการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่ ไม่สามารถทำลายเซลล์มะเร็งที่แฝงอยู่ได้ทันที  ดังนั้นเมื่อใดที่ผู้ป่วยอ่อนแอ ภูมิต้านทานต่ำเซลล์มะเร็งที่แฝงอยู่ในร่างกายก็สามารถเจริญเติบโตและเข้าทำลายเซลล์ร่ายกาย ผู้ป่วยจึงมีโอกาสกลับมาเป็นโรคมะเร็งอีกครั้ง

มะเร็งลำใส้ใหญ่

ปัจจุบันนักวิจัยค้นพบหนทางใหม่ช่วยรักษามะเร็งให้มีโอกาสหายได้มากขึ้น ด้วยการเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวที่จำเพาะต่อการ ทำลายเซลล์ มะเร็ง นั่นคือ NK Cell (เซลล์เพชฌฆาต) และ Gamma  Delta T-Cell จากการค้นคว้าของนักพฤษศาสตร์ชาวอาร์เจนตินา ชื่อ ฮวน เฮิร์ทแมน ได้ค้นพบสมุนไพร เมื่อนำมาผ่านกระบวนการเตรียมยาที่มีการทำเป็นสารละลายเจือจางแต่กระตุ้นให้ ยามีสรรพคุณแรงขึ้น เรียกว่า Complex Homeopathy นำมาใช้รักษามะเร็ง  ซึ่งเป็นยาที่สกัดมาจากสารธรรมชาติทั้งสิ้น หลีกเลี่ยงยาเคมีต่างๆ  ดังนั้นจึงไม่เกิดอาการแพ้ยาหรือสารเคมีใดๆไม่มีผลกระทบ ทำลายเซลล์ภูมิคุ้มกันที่อื่นๆ โดยเน้นหลักการเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกายผู้ป่วย  ช่วยให้ร่างกายอยู่ในสภาพสมดุล เพิ่มพลังชีวิต  จึงสามารถ ช่วยเติมเต็มและส่งเสริมให้การรักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น  ผลข้างเคียงลดลง จึงนับเป็นทางเลือกที่มีประโยชน์อย่างยิ่งอีกรูปแบบหนึ่งสำหรับการรักษา มะเร็ง นอกจากนี้พบว่ามีคุณสมบัติรักษาโรคอื่นๆได้หลากหลายชนิด อาทิ เอดส์ อ่อนเพลีย เรื้อรัง ข้ออักเสบ หอบหืด ตับอักเสบเป็นต้น เมื่อ ค.ศ.1990 เมืองหลวงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา มีการรักษาโรคมะเร็งด้วยยา Complex Homeopathy นับจนถึงปัจจุบันมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษามะเร็งแล้วนับ 100,000 รายและเริ่มแพร่หลายไปทั่วโลก

 ” ดังนั้นการทำอย่างไรให้ภูมิต้านทานในร่างกายซึ่งมีอยู่ต่ำนั้นสามารถกลับมาทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่เหลืออยู่ให้หมดไป ก็เท่ากับเป็นการช่วยผู้ป่วยมะเร็งให้รอดพ้นจากโรคมะเร็งอย่างแท้จริง “

 

ข้อแตกต่างของการรักษาโรคเรื้อรังแบบ Homeopathy และแพทย์แผนปัจจุบัน

การรักษามะเร็งแบบ Homeopathy

  • เป็นการรักษาแบบองค์รวม คือ ครอบคลุมทั้งภาวะร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ
  • ยาได้มาจากธรรมชาติ เช่น พืช สมุนไพร สารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ เกลือแร่ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์
  • ใช้ยาธรรมชาติ ปริมาณน้อยมากๆ ในช่วงสั้นๆ และกระตุ้นให้ร่างกายทำงาน
  • หลักการออกฤทธิ์ และการทำงานของยา    ออกฤทธิ์โดยกระตุ้นให้ร่างกายสามารถรักษาตนเองได้ (healing process)
  • ยังไม่พบผลข้างเคียง เนื่องจากเป็นสารสกัดที่ได้จากธรรมชาติ และใช้ในปริมาณน้อยมากๆ

การรักษามะเร็งแบบแผนปัจจุบัน

  • รักษาตามอาการของโรคซึ่งจะแยกตามอาการและอวัยวะที่มีปัญหา
  • สังเคราะห์จากสารเคมีทางวิทยาศาสตร์
  • ให้ยาระงับอาการ การแสดงออกของโรค อย่างต่อเนื่องและจำนวนมาก
  • เป็นการกดอาการของโรคที่เกิดขึ้นไม่ให้ปรากฏ

มีรายงานวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวกับสรรพคุณของยา Complex Homeopathy เกี่ยวกับการรักษามะเร็ง ดังนี้ 

  • สามารถกระตุ้นภูมิต้านทานโรคมะเร็งให้เพิ่มขึ้นได้สูงถึง 362%
  • กระตุ้นการทำงานของเซลล์เพชฌฆาตได้ 255%
  • โรคมะเร็งที่รักษาได้ด้วยยา Complex Homeopathy ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้  มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งผิวหนัง  และชนิดอื่นๆ
  • จากการศึกษาผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้ายที่รักษาด้วยยา Complex Homeopathy จำนวน 87 ราย พบว่าเมื่อครบ 1 ปีมีผู้ป่วยมะเร็งรอดชีวิตอยู่ถึง 60 ราย
เมษายน 24, 2012

โปรแกรมการรักษามะเร็ง TUMOR FIGHTER (เสริมภูมิต้านเซลล์มะเร็ง)

โปรแกรมการรักษามะเร็ง

TUMOR FIGHTER

(เสริมภูมิต้านเซลล์มะเร็ง)

        การรักษามะเร็ง TUMOR FIGHTER เป็นโปรแกรมการรักษามะเร็งที่จะเปลี่ยนระบบภูมิต้านทานของคนไข้ที่อ่อนแอ ปล่อยให้ก้อนมะเร็งลุกลามใหญ่โตเบียดบังอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ให้กลับกลายเป็นนักต่อสู้ที่จะกำจัดเซลล์มะเร็งให้ตายไปด้วยตัวของคนไข้เอง โดยการใช้สารสกัดชีวภาพที่ออกฤทธิ์ต่ออวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย ไม่น้อยกว่า 15 อวัยวะ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานที่มีประสิทธิภาพ โดยจะสร้างสาร Interferonogene เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง กำจัดสารอนุมูลอิสระ และยังป้องกันการแพร่กระจายของเนื้อร้ายและการกลับมาของโรคมะเร็งอีก พร้อมทั้งกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเซลล์เพชฌฆาต (NK Cell)เพิ่มขึ้นอีกด้วย

เซลล์มะเร็ง

เมื่อเซลล์มะเร็งถูกทำลายลงแล้ว เซลล์ที่ตายและเสื่อมจะกลายเป็นสารพิษตกค้างในร่างกาย โปรแกรมรักษามะเร็ง Tumor Fighter จะมีขบวนการ เร่งการขับถ่ายสารพิษ ออกจากร่างกายผู้ป่วย โดยกระตุ้นการการกำจัดสารพิษออกทางตับซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้มะเร็ง อีกทั้งการที่อวัยวะภายในของผู้ป่วยแข็งแรง จะทำให้ผู้ป่วยมีความอยากทานอาหาร ร่างกายกระชุ่มกระชวยมีเรี่ยวแรงขึ้น สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี

คุณสมบัติพิเศษของสารสกัดชีวภาพที่ใช้ในการกำจัดรักษามะเร็ง

1. มีประสิทธิภาพสูงในการทำลายมะเร็ง

2. ไม่มีผลข้างเคียงในขณะที่กำลังทำปฏิกิริยาต่อสู้กับมะเร็งอยู่

3. ป้องกันการกลับมาของโรคมะเร็ง และการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง

การรักษามะเร็ง

สารสกัดชีวภาพยังสามารถใช้กับผู้ป่วยที่กำลังรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด หรือผู้ที่ได้รับการรักษาแบบรังสีบำบัด เนื่องจากการรักษาเหล่านี้มาพร้อมๆ กับการทำลายภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งไม่เพียงแต่จะจัดการกับเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่ยังทำลายเซลล์ปกติด้วย และทำให้เกิดพิษต่ออวัยวะในร่างกายอย่างสูงเกินกว่าจะอธิบายได้ เช่น ร่างกายอ่อนแอ อ่อนเพลีย ผมร่วง คลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วงภูมิต้านทานต่ำ ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งทุกข์ทรมานด้วยอาการต่างๆ นานา  แต่การออกฤทธิ์ของสารสกัดชีวภาพจะมุ่งทำลายต่อเซลล์มะเร็งเท่านั้นไม่ทำลายเซลล์อื่น และกลับยังเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงสามารถลดผลข้างเคียงที่ได้รับจากการให้เคมีและรังสีบำบัดได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์ที่ได้จากโปรแกรมรักษามะเร็ง TUMOR FIGHTER

  • หากทำการรักษามะเร็งด้วยโปรแกรมรักษามะเร็ง TUMOR FIGHTER ก่อนการผ่าตัดและให้ยาเคมีบำบัด จะทำให้ผู้ป่วยมีเซลล์ภูมิต้านทานไปล้อมเซลล์มะเร็งไว้ และทำให้เซลล์เนื้อร้ายอ่อนแรง ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากกว่า
  • หากทำการรักษามะเร็งด้วยโปรแกรมรักษามะเร็ง TUMOR FIGHTER หลังจากการผ่าตัดและเคมีบำบัดจะช่วยทำลายเซลล์มะเร็งที่เหลือหลุดรอดไปไม่ให้กลับมา เป็นใหม่ และช่วยลดภาวะแทรกซ้อนและผลข้างเคียงของเคมีบำบัด
  • กรณีผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานทำให้ผู้ป่วยมะเร็งมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น สามารถมีชีวิตอยู่กับ มะเร็งอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.